มหาอุทกภัยภาคใต้ ความเสียหายสิ้นเชิง และสิทธิของผู้เอาประกันภัยรถยนต์

6 Views
🌊 ปรากฏการณ์มหาอุทกภัยภาคใต้ในปี 2568 ได้สร้างความเสียหายรุนแรงต่อทรัพย์สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยานพาหนะ สถิติการประเมินเบื้องต้น ณ ปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า จำนวนรถยนต์ที่จมน้ำหรือเสียหายในหลายพื้นที่ภาคใต้อาจสูงถึง 3,000 คัน ตัวเลขนี้สะท้อนภาพความสูญเสียที่ท้าทายบริษัทประกันภัยในการบริหารจัดการความเสี่ยงและการจ่ายค่าสินไหมทดแทนภายใต้หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ⚖️
.
🚗 ความเสียหายของรถยนต์ที่จมน้ำแบ่งตามระดับความสูงของน้ำและผลกระทบต่อสภาพรถโดย 💦
👉 กรณีน้ำท่วมถึงพื้นและพรม - มักจะกระทบระบบไฟฟ้าบางจุด ค่าซ่อมโดยเฉลี่ยอยู่ในช่วงประมาณไม่เกิน 10,000 บาท 🔌🛠️
👉 กรณีน้ำท่วมถึงคอนโซลหน้า - ความเสียหายจะขยายวงกว้างไปถึงระบบไฟฟ้าหลัก เช่น กล่อง ECU และระบบเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ค่าซ่อมจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2–3 หมื่นบาทขึ้นไป ตามประเภทของรถยนต์ ⚡📈
👉 กรณีจมน้ำทั้งคัน จะเข้าข่ายเสียหายสิ้นเชิง(Total Loss) โดยหากค่าซ่อมเกินประมาณ 70% ของมูลค่ารถหรือทุนประกัน บริษัทประกันจะพิจารณาเป็นกรณีเสียหายสิ้นเชิง และไม่บังคับให้ซ่อม 🚫🔧
.
📑 เมื่อเกิดเหตุ ผู้เอาประกันควรแจ้งบริษัทประกันทันที พร้อมจัดเตรียมหลักฐานสำคัญ อาทิ ภาพถ่าย คลิป หรือบันทึกประจำวัน ในกรณีที่รถเข้าข่ายเสียหายสิ้นเชิง บริษัทประกันมักจ่ายค่าสินไหมใกล้เคียงกับทุนประกันเต็มจำนวน โดยหลักเกณฑ์นี้มีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เอาประกันต้องซ่อมรถที่ไม่คุ้มค่า ทั้งนี้ หลังจากจ่ายค่าสินไหมแล้ว รถคันดังกล่าวจะตกเป็น “ซากรถ” ของบริษัทเพื่อนำไปบริหารจัดการต่อไป ♻️🚘
.
🤔 ท่ามกลางความกังวลเรื่องการเคลมค่าเสียหายจากภัยพิบัติ คำถามสำคัญที่มักเกิดขึ้นในวงการประกันภัยคือ “สามารถทำประกันรถยนต์ซ้ำ 2 บริษัทได้หรือไม่” คำตอบทางกฎหมายคือ การทำประกันรถยนต์ซ้ำซ้อน 2 บริษัทไม่ใช่การกระทำที่ผิดกฎหมาย และพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 มิได้มีข้อห้ามไว้ อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้หลักห้ามเอาประโยชน์เกินจริง (Principle of Indemnity) ซึ่งเป็นหัวใจของกฎหมายประกันวินาศภัย ⚖️
.
📌 หลักการสำคัญและเด็ดขาดภายใต้กฎหมายประกันวินาศภัยคือ ผู้เอาประกันจะเรียกร้องค่าสินไหมได้รวมกันไม่เกินมูลค่าความเสียหายจริง ตามมาตรา 877 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งมีหลักว่า “ผู้รับประกันภัยจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อจำนวนวินาศภัยอันแท้จริง” ตัวอย่างเช่น หากรถเสียหายจริง 500,000 บาท แม้ผู้เอาประกันจะมีทุนประกันรวมจากสองบริษัทเป็น 800,000 บาท ก็จะได้รับค่าสินไหมรวมกันเพียง 500,000 บาท เท่านั้น และแม้ผู้เอาประกันสามารถแจ้งเหตุไปยังบริษัทใดบริษัทหนึ่งก่อน จากนั้นจึงแจ้งอีกบริษัทในภายหลัง กลไกการจ่ายค่าสินไหมจะเป็นการ "เฉลี่ยความรับผิดร่วมกัน" ตามมาตรา 870 ตามสัดส่วนของทุนประกันภัยที่แต่ละบริษัทรับไว้ 🔍
.
💡 แม้กฎหมายจะมิได้ห้ามการทำประกันซ้ำซ้อน แต่ผู้เอาประกันมีหน้าที่สำคัญที่ต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงว่าตนทำประกันหลายฉบับกับบริษัทอื่นอยู่ด้วย ดังนั้น การไม่แจ้งหรือปกปิดข้อเท็จจริงนี้ถือเป็นการละเมิดหลักสุจริตอย่างยิ่ง (utmost good faith) ในกฎหมายประกันภัย ซึ่งบริษัทประกันอาจถือว่าเป็นการผิดเงื่อนไขกรมธรรม์และอาจมีสิทธิปฏิเสธความคุ้มครอง หรือลดความรับผิด ได้ตามกฎหมายและข้อสัญญา 🖐🏼
.
⚠️ ในมุมมองเชิงบริหารความเสี่ยง การทำประกันซ้ำซ้อนจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติอย่างยิ่ง เพราะเป็นการจ่ายเบี้ยเพิ่ม แต่ไม่ได้รับสิทธิในค่าสินไหมเพิ่มขึ้นเกินมูลค่าความเสียหายจริง อันเป็นการขัดต่อวัตถุประสงค์หลักของสัญญาประกันภัยที่มุ่งเน้นการชดเชยความเสียหาย มิใช่การแสวงหากำไร 🔄💸
.
https://www.youtube.com/watch?v=XzSjm25s9bA
.
📚 อ่านบทความย้อนหลังเพิ่มเติมได้ที่
• เว็บไซต์: https://lombonlawoffice.com
• เพจ Facebook: เพจทนายคู่คิด-ปรึกษาปัญหากฎหมาย