เมื่อประวัติศาสตร์น้ำท่วมภาคใต้สอนบทเรียนการบริหารแรงงานในภาวะวิกฤต

34 Views
🗂️ อุทกภัยในภาคใต้ไม่ใช่เหตุการณ์ใหม่ แต่เป็นเงาที่ทอดยาวอยู่เหนือวิถีชีวิตของผู้คนมาตลอดหลายศตวรรษ ปี 2568 จารึกเป็นหนึ่งในเหตุการณ์น้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 300 ปี สงขลาและหาดใหญ่ถูกปกคลุมด้วยมวลน้ำ ประชาชนกว่า 600,000 คนต้องอพยพ ถนนทั้ง 16 อำเภอถูกตัดขาดจนการเดินทางแทบเป็นไปไม่ได้ เหตุการณ์นี้สะท้อนประวัติศาสตร์อุทกภัยซ้ำซากในพื้นที่ เช่น น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ปี 2554 ที่กินพื้นที่กว่า 10 จังหวัด มีผู้เสียชีวิตถึง 53 ราย หรือเหตุการณ์ปี 2553 รวมถึงช่วงปี 2548-2549 และ 2563-2565 ซึ่งล้วนเกิดจากฝนตกหนักสะสมและร่องฝนพาดผ่านจนระบบระบายน้ำไม่อาจรับมือได้ 🌪️
.
📓 ภายใต้กฎหมายแรงงานไทย ภัยธรรมชาติเช่นนี้ถือเป็น “เหตุสุดวิสัย (Force Majeure)” โดยแท้ เพราะอยู่เหนือการควบคุมของลูกจ้าง แม้ประสงค์จะเดินทางไปทำงานก็หาอาจทำได้ จึงไม่ถือเป็นการขาดงานโดยไม่มีเหตุอันสมควร หากลูกจ้างได้แจ้งเหตุจำเป็นโดยเร็ว นายจ้างย่อมควรผ่อนปรนสิทธิตามความเหมาะสม อาทิ ให้ใช้สิทธิลากิจ ลาพักผ่อนประจำปี หรือลาโดยไม่รับค่าจ้าง (Leave without pay) เมื่อสิทธิเดิมหมดลง หรือแม้แต่ให้ทำงานจากที่บ้าน หากลักษณะงานเอื้ออำนวย ทั้งหมดนี้เป็นการใช้ดุลพินิจบนฐานของความเป็นธรรมและความเข้าใจบริบทภัยพิบัติ ⚖️
.
📵 ในทางกลับกัน หากลูกจ้าง “ขาดการติดต่อโดยสิ้นเชิง” ไม่แจ้งเหตุ ไม่ตอบกลับ และไม่แสดงความพยายามใด ๆ ในการสื่อสาร แม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่าเกิดน้ำท่วมใหญ่ กฎหมายแรงงานยังคงให้คุณค่ากับ “หน้าที่การแจ้งเหตุจำเป็น” การละเลยหน้าที่ดังกล่าวย่อมทำให้น้ำหนักของเหตุสุดวิสัยลดลง และอาจถูกตีความเป็นการขาดงานโดยไม่มีเหตุอันสมควร อันเป็นเหตุให้เลิกจ้างได้ตามข้อบังคับการทำงาน ⚠️
.
🔍 เพื่อป้องกันมิให้การเลิกจ้างถูกกล่าวหาในภายหลังว่าไม่เป็นธรรม นายจ้างจึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ ได้แก่ การพยายามติดต่อพนักงานในทุกช่องทาง การบันทึกทุกรายละเอียดการติดต่อ การส่งหนังสือสอบถามไปยังภูมิลำเนา และการให้โอกาสชี้แจงในระยะเวลาที่เหมาะสม เช่น ภายใน 3 วัน หากยังไม่มีการตอบกลับ ย่อมสามารถเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ตามกฎหมาย ทั้งหมดนี้สะท้อนหลักการสำคัญของกฎหมายแรงงานไทย คือ “ความโปร่งใส ความระมัดระวัง และความเป็นธรรม” 🤝
.
👥 ในห้วงเวลาวิกฤต หัวหน้างานก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากฎหมาย ต้องติดตาม ตรวจสอบ และสื่อสารกับลูกจ้างอย่างสม่ำเสมอ บันทึกข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ และรายงานฝ่ายทรัพยากรบุคคลพร้อมหลักฐานประกอบ เพื่อให้กระบวนการภายในองค์กรราบรื่นและลดโอกาสเกิดข้อพิพาท 🛡️
.
🌊 ประวัติศาสตร์น้ำท่วมภาคใต้สะท้อนข้อเท็จจริงว่าภัยธรรมชาติอาจเกิดขึ้นโดยไม่เลือกเวลา แต่กฎหมายแรงงานมุ่งสร้างสมดุลระหว่างความเป็นธรรมและความรับผิดชอบ ทั้งต่อนายจ้างและลูกจ้าง การเข้าใจบริบทของเหตุสุดวิสัยจึงสำคัญพอ ๆ กับการบริหารงานบุคคลอย่างรอบคอบ โปร่งใส และสอดคล้องกับข้อเท็จจริง เพราะในท้ายที่สุด สิ่งที่ช่วยให้องค์กรผ่านวิกฤต ไม่ใช่เพียงกำลังคนหรือกฎระเบียบ แต่คือการมีแนวปฏิบัติที่เป็นธรรม การสื่อสารที่ชัดเจน และความเข้าใจในสภาพความเป็นจริงของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ซึ่งเป็นบทเรียนที่ประวัติศาสตร์ได้สะท้อนให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่า 🧭
.
https://www.youtube.com/watch?v=obw5g12gm9o
.
🗃️ ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวกับเหตุอุทกภัย-เหตุสุดวิสัย
# คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4317/2558 - แม้โจทก์อ้างเหตุสุดวิสัยจากเหตุอุทกภัยใหญ่ แต่เมื่อศาลชั้นต้นยังเปิดทำการตามปกติ และโจทก์สามารถติดต่อศาลได้ทั้งทางโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ กรณีย่อมมิใช่เหตุสุดวิสัยตามกฎหมาย
# คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18891 - 18896/2557 - แม้บ้านพักและที่ทำงานของโจทก์จะถูกน้ำท่วม แต่นายจ้างมิได้ประกาศหยุดงานหรือจัดหาที่พักชั่วคราวให้ การที่โจทก์ไม่ไปทำงาน 3 วันทำงานติดต่อกันและไม่แจ้งเหตุผลใด จึงเป็นการละทิ้งหน้าที่ติดต่อกัน 3 วัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร
.
📚 อ่านบทความย้อนหลังเพิ่มเติมได้ที่
• เว็บไซต์: https://lombonlawoffice.com
• เพจ Facebook: เพจทนายคู่คิด-ปรึกษาปัญหากฎหมาย